15 ค่ำ เดือน 11 : พญานาคพ่นเม็ดเงินสู่อีสาน
คนโบราณริม 2
ฝั่งโขงไทย-ลาวมีความเชื่อเรื่องพญานาคมาช้านาน
ซึ่งส่วนมากจะปรากฏอยู่ตามวัดวาอาราม
พญานาค
สัตว์ในตำนานที่ได้รับการกล่าวขานเรื่องความศรัทธาในพระพุทธศาสนา
มีหลายเรื่องราวที่กล่าวถึงความเกี่ยวพันระหว่างพญานาคและศาสนาพุทธ
รวมไปถึงตำนานประเพณีต่าง
ๆ
ของคนแถบลุ่มแม่น้ำโขงที่เกี่ยวข้องกับพญานาค
เพราะพญานาค หมายถึง
ความอุดมสมบูรณ์ทางการเกษตรและความเป็นอยู่ของมนุษย์
ไม่เท่านั้น พญานาค
ยังเกี่ยวพันกับวันขึ้น 15
ค่ำ เดือน 11
ซึ่งไม่ใช่เป็นเพียงวันออกพรรษาธรรมดาๆ
แต่คือวันสำคัญที่มีทั้งปรากฏการณ์ประหลาดเป็นที่กล่าวขาน
รวมถึงงานประเพณีโบราณที่ยิ่งใหญ่ตระการตา
ซึ่งกลายมาเป็นจุดขายด้านการท่องเที่ยว
นำมาซึ่งเม็ดเงินหลายล้านบาท
กระจายสู่ชาวบ้านร้านถิ่นในแถบภาคอีสานกันอย่างทั่วถึงอีกด้วย
"บั้งไฟพญานาค"
ปรากฏการณ์ที่ต้องพิสูจน์กับตา
เมื่อถึงวันขึ้น 15 ค่ำ
เดือน 11
ประชาชนเรือนแสนจากทั่วทุกสารทิศทั้งคนไทยและต่างชาติ
ต่างมุ่งหน้าสู่จุดหมายเดียวกัน
นั่นคือ การรอชม
"บั้งไฟพญานาค" ที่
อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย
และอีกหลายอำเภอที่มีพื้นที่ติดกับแม่น้ำโขง
เพื่อรอชมลูกไฟสีแดงอมชมพูที่พุ่งขึ้นจากแม่น้ำโขง
มีขนาดตั้งแต่หัวแม่มือถึงฟองไข่ไก่
ไม่มีกลิ่น ไม่มีควัน
ไม่มีเสียง
ไม่มีการตกลงมา
ซึ่งแต่ก่อนตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายายเมื่อร้อยกว่าปี
ชาวหนองคายเรียกว่า
"บั้งไฟผี"ส่วนชาวเวียงจันทน์
สปป.ลาว เรียก
"ดอกไม้ไฟน้ำ"
ความอัศจรรย์แห่งการเกิด
"บั้งไฟพญานาค"
สร้างความมหัศจรรย์ให้กับประชาชนทั้ง
2 ฝั่ง ไทย - ลาว
ซึ่งมีความเชื่อและศรัทธาเหมือนกัน
และยังสร้างความสงสัยให้เกิดขึ้นในสังคมเป็นวงกว้าง
เมื่อยิ่งสงสัย
ก็ยิ่งอยากจะไปดูและพิสูจน์ให้เห็นกับตา
.....
ณ วันนี้ เรื่องราวของ
การเกิด "บั้งไฟพญานาค"
ยังคงเป็นปริศนา
ที่ยังไม่มีสิ่งใดชี้ชัดว่า
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในวันขึ้น
15 ค่ำ เดือน 11
นั้นเกิดขึ้นจากสิ่งใด
แม้จะมีความเชื่อที่แตกต่างของผู้คนในสังคม
ไม่ว่าจะเป็น
ชาวบ้านในท้องถิ่นเชื่อว่าเป็นเป็นบั้งไฟที่พญานาคจุดขึ้นมา
เพื่อเป็นพุทธบูชาต่อพระพุทธเจ้า
เนื่องในเทศกาลออกพรรษา
หรือเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติเป็นผู้บรรจงสรรค์สร้างขึ้น!
หรืออาจจะเกิดจากน้ำมือของมนุษย์เป็นผู้ปั้นแต่งขึ้นหลอกลวงมนุษย์ด้วยกันเอง!?
"บั้งไฟพญานาค"ลูกไฟปริศนาที่ยังพิสูจน์ไม่ได้
ซึ่งในทุกคืนวันออกพรรษาของทุกปี
จะมีคนเดินทางไปรอชมปรากฏการณ์นี่ริมฝั่งโขงอย่างคับคั่ง
ซึ่งนั่นคงไม่ใช่สิ่งสำคัญในการที่จะคุ้ยหาคำตอบ
เพราะความคิด ความเชื่อ
และศรัทธา
ของผู้คนย่อมแตกต่างกัน
แต่อีกมุมหนึ่งที่เกิดขึ้นและทุกคนทุกพื้นที่ต่างคิดเห็นและยอมรับเหมือนกัน
นั่นก็คือ
อานิสงส์ของพญานาคได้สร้างเม็ดเงินรายได้ให้กับชาวหนองคายและชาวอีสานอีกหลายจังหวัดกันอย่างถ้วนทั่ว
อันเกิดจาก
"ปรากฏการณ์ของมหาชน"
ที่แห่ไปชม
"ปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาค"
ตั้งแต่โรงแรมหรูถึงโฮมสเตย์ยันศาลาวัด
เป็นที่นอนได้หมด
ว่ากันว่าปีนี้น่าจะมีคนมาชมบั้งไฟพญานาคที่จังหวัดหนองคายมากถึง
300,000-500,000 คน หรืออาจจะมีถึง
700,000 คน เพราะปีนี้มีเดือน 8
สองหน
ทำให้วันออกพรรษาของไทย
กับวันออกพรรษาของลาวไม่ตรงกัน
จึงมีโอกาสเกิดบั้งไฟพญานาคขึ้นให้เห็นถึง
2 วัน คือวันที่ 28 และ 29 ต.ค.
ซึ่งจำนวนคนน่าจะมีมาก
พอๆ กับปี 2545
เพราะปีนั้นมีกระแสของภาพยนตร์เรื่อง
15 ค่ำ เดือน 11
และกระแสการนำเสนอข่าวของโทรทัศน์ช่องหนึ่งเกี่ยวกับการเกิดบั้งไฟพญานาค
โหมกระหน่ำให้คนเดินทางไปดูกันอย่างเนืองแน่น
กลุ่มธุรกิจที่ให้บริการที่พักคือกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์เรื่องเม็ดเงินแบบเต็มๆ
ไม่ว่าจะเป็น รีสอร์ท
เกสต์เฮ้าส์ บังกะโล
ถูกจองที่พักกันข้ามปี
ทั้งยังมีการเปิดศาลากลางจังหวัด
และที่ว่าการอำเภอแต่ละแห่ง
จนถึง อบต.โรงเรียน
ศาลาวัด
ให้นักท่องเที่ยวสามารถกางเต้นท์นอนได้
กระนั้นที่พักก็ยังไม่เพียงพอกับจำนวนนักท่องเที่ยว
ส่งผลให้เกิดที่พักแบบโฮมสเตย์ไว้รองรับนักท่องเที่ยวอีก
26 หมู่บ้าน
ซึ่งล้วนแต่เป็นหมู่บ้านริมแม่น้ำโขง
ที่สามารถชมปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาคได้
บุญจันทร์ คำมุงคุณ
ผู้ใหญ่บ้านและประธานโฮมสเตย์
บ้านน้ำเป กิ่งอ.รัตนภูมิ
จุดที่มีบั้งไฟพญานาคแห่งหนึ่ง
กล่าวว่าโฮมสเตย์บ้านน้ำเปได้เกิดขึ้นเมื่อ
2 ปีที่แล้ว
เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่มาชมปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาคโดยเฉพาะ
เริ่มแรกมีบ้านที่เข้าร่วมโครงการเพียง
20 หลังคาเรือน
แต่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นมาเป็น
60 กว่าหลังคาเรือน
ซึ่งบ้านแต่ละหลังมีจำนวนผู้เข้าพักตั้งแต่
10 - 25 คน
โดยจะดูความสามารถในการรองรับว่าบ้านแต่ละหลังรับกันได้กี่คน
โดยไม่มีปัญหาเรื่องห้องน้ำและเครื่องนอน
แม่น้ำโขงบริเวณที่เกิดบั้งไฟพญานาค
เมื่อยามนิ่งสงบก็ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ
"ปีที่แล้วที่บ้านน้ำเป
มีลูกไฟ 150 ลูก
มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวในหมู่บ้าน
50,000 กว่าคน
ปีนี้คิดว่าน่าจะมีเพิ่มขึ้นเป็น
70,000 กว่าคนหรือมากกว่านั้น
ซึ่งตอนนี้มีนักท่องเที่ยวแจ้งจำนวนมาพัก
1,053 คนแล้ว เราคิดค่าที่พัก
150 บาท ต่อคนต่อคืน
ถ้ารวมค่าอาหารด้วยก็คิด
250 บาท เพียงแค่ 2-3
วันทำให้ชาวบ้านมีรายได้ครัวเรือนละไม่ต่ำกว่า
5,000 บาท
จริงๆแล้วอาชีพหลักของชาวบ้านคือทำนาซึ่งก็ทำได้ปีละครั้ง
รายได้ก็ไม่มาก
แต่จากที่มีงานเทศกาลบั้งไฟ
ก็ทำให้ชาวบ้านรายได้ของชาวบ้านดีขึ้น
เรากำลังคิดไว้ว่าปีต่อๆไป
อาจจะเพิ่มกิจกรรมอย่างเช่นการแสดงดนตรีพื้นบ้านให้นักท่องเที่ยวได้ชมด้วย"
"ชาวบ้านก็เชื่อว่าเป็นบั้งไฟของพญานาคจริงๆ
เพราะเห็นกันมาแต่โบราณ
ส่วนนักท่องเที่ยวก็มีความเชื่อแตกต่างกันออกไป
ส่วนใหญ่ก็บอกว่าเป็นพญานาค
บางส่วนก็บอกเป็นกลุ่มแก๊ส
ก็อยากให้มาดูให้เห็นกับตากันก่อนแล้วค่อยวิพากษ์วิจารณ์"
บุญจันทร์ กล่าว
จราจรไม่ติดขัด
แม่ค้ากับติดใจ
ไม่ใช่เพียงรายได้จากโฮมสเตย์เท่านั้น
เพราะชาวบ้านยังมีรายได้จากการขายสินค้าพื้นเมืองและขายอาหารให้แก่นักท่องเที่ยว
คาดกันว่าแต่ละหมู่บ้านโฮมสเตย์จะมีคนเข้าพักในจำนวนหลายร้อยคน
และว่ากันว่ามีพ่อค้าแม่ค้าจากต่างถิ่น
ลงทุนมาเช่าพื้นที่ในหมู่บ้านหรือสถานที่ที่มีคนมากๆ
เพื่อขายของ ขายอาหาร
ในงานนี้โดยเฉพาะ
คงยังจำกันได้ว่าเมื่อปี
2545 ที่เกิดวิกฤตการจราจร
มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากติดอยู่บนรถนานหลายชั่วโมง
ส่งผลให้มีนักท่องเที่ยวลดลงในปี
2546
เพราะเข็ดขยาดกับการเดินทาง
ทั้งๆ
ที่ทางจังหวัดได้จัดการเส้นทางจราจรเป็นอย่างดี
จุมพล สายแวว
นายช่างไฟฟ้าสื่อสาร 5
ซึ่งเคยรับผิดชอบในการนำเสนอข่าวให้กับวิทยุและหน่วยงานกรมประชาสัมพันธ์
กล่าวว่า
"ปีที่แล้วมีการวางแผนค่อนข้างดี
ทำให้การจราจรไม่มีปัญหา
แต่หลังจากที่รถสามารถเดินทางได้สะดวก
ก็ปรากฏว่าพ่อค้าแม่ค้ามาบ่นว่า
น่าจะให้มีรถติดบ้าง
เพื่อที่จะขายของได้
พอรถไม่ติดก็ขายของไม่ค่อยได้
ก็เป็นซะอย่างนั้น
ส่วนของการจราจรก็เลยวางแผนกันแนวใหม่
ให้มีจุดที่รถจะค่อยๆ
เคลื่อนตัวได้
มีการสกัดเป็นช่วงๆ
คือให้ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย
ทั้งในส่วนนักท่องเที่ยวและส่วนของผู้ประกอบการ"
เมื่อที่พักในจังหวัดหนองคายเต็ม
นักท่องเที่ยวก็เลือกที่จะไปพักยังจังหวัดอื่นใกล้เคียงเช่น
อุดรธานี
ซึ่งห่างจากหนองคายเพียงแค่
54 กิโลเมตร
ใช้เวลาเดินทางแค่ครึ่งชั่วโมง
ประมาณ 3-4 ทุ่ม
เมื่อบั้งไฟขึ้นหมดแล้ว
คนที่พักที่อุดรฯก็จะไปเที่ยวที่อุดรฯต่อ
และมีอีกส่วนหนึ่งที่กรุ๊ปทัวร์จัดพาไปพักที่ฝั่งลาว
ก็จะไปเที่ยวจับจ่ายซื้อของที่ฝั่งลาว
ทุกปีช่วงเข้าพรรษาเส้นทางเข้า-ออกหนองคายจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมารอชมบั้งไฟพญานาคจนเกิดปัญหาการจราจรติดขัด
พลัฎ จันทรโสพิณ
ประธานชมรมทัวร์จังหวัดหนองคาย
กล่าวว่า
ขณะนี้บริษัททัวร์นำเที่ยวต่างๆ
ของจังหวัดมีการจองเต็มหมดแล้ว
ทางทัวร์เองก็ได้จัดโปรแกรมสำหรับนักท่องเที่ยวพิเศษในปีนี้
ด้วยการพาไปพักยังนครเวียงจันทน์
สปป.ลาว
เพื่อชมบั้งไฟพญานาคในคืนวันที่
28 ต.ค. แล้วพากลับมาชมที่
อ.โพนพิสัย คืนวันที่ 29
ต.ค.ซึ่งได้รับเสียงตอบรับจากนักท่องเที่ยวสูงมาก
ทั้งที่เคยมาดูแล้ว
ก็พาญาติพี่น้อง
เพื่อนฝูงมาดูอีก
อานิสงส์พญานาค
รายได้กระจายทั่วถึงทุกพื้นที่
ในช่วงวันออกพรรษา
ถือเป็นช่วงวันหยุดยาว
นอกจากนักท่องเที่ยวต่างถิ่นแล้ว
ยังมีประชาชนในพื้นที่ที่เดินทางกลับภูมิลำเนาเพื่อถือโอกาสทำบุญตามประเพณี
ทอดผ้าป่าและกฐิน
และท่องเที่ยวไปตามสถานที่สำคัญต่างๆ
นอกเหนือจากการไปชมบั้งไฟพญานาค
นวล สารสอน
ผู้อำนวยการสำนักงาน ททท.
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
เขต 5 (อุดรธานี
หนองบัวลำภู หนองคาย เลย)
เผยว่า
งานบั้งไฟพญานาคถือว่าเป็นงานที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวภาคอีสานทั้งหมด
โดยเฉพาะภาคอีสานตอนบนซึ่งนักท่องเที่ยวจะแวะชมแหล่งท่องเที่ยวรายทางตลอดถนนมิตรภาพ
"บั้งไฟพญานาคถือว่าช่วยเรื่องการท่องเที่ยวทั้งภาคเลย
คือไล่ตั้งแต่ปั๊มน้ำมัน
ร้านข้าวราดแกง
ร้านส้มตำไก่ย่าง
ตั้งแต่ออกจากกรุงเทพ
ถนนมิตรภาพ
ไล่ตั้งแต่สระบุรี
เข้าโคราช
เรื่อยมาเพราะเมื่อปี 2545
ที่เกิดวิกฤติรถติด
ทำให้นักท่องเที่ยวมีการเตรียมอาหารและเครื่องดื่มมาเอง
โดยการซื้อมาจากจังหวัดอื่นตั้งแต่เนิ่นๆ
เป็นการกระจายรายได้ให้กับพื้นที่จังหวัดอื่นๆ"
นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาชมบั้งไฟพญานาคยังสามารถเดินทางไปเยี่ยมชมแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ
ทั้งของจังหวัดหนองคาย
เช่น หลวงพ่อพระใส
ที่วัดโพธิ์ชัย
พระธาตุบังพวน
หรือจับจ่ายซื้อของที่ตลาดท่าเสด็จ
แวะชมสะพานมิตรภาพไทย-ลาว
รวมไปถึงจังหวัดอื่นๆ
ด้วย
"ปีที่แล้วได้สอบถามไปที่ปราสาทหินพิมาย
ในช่วง 3-4
วันที่มีบั้งไฟพญานาคก็มีสถิตินักท่องเที่ยวเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก
หรือที่
แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง
อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท
คำชะโนด จ.อุดรธานี
เรื่อยไปถึงหนองบัวลำภู
เลย ขอนแก่น สกลนคร นครพนม
ออกไปถึงอีสานล่างอย่างโคราช
บุรีรัมย์ ศรีษะเกษ
ก็มีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น
คือเกิดการกระจายไปทั่วภาค
เพราะนักท่องเที่ยวมีมาจากทั่วประเทศ"
นักท่องเที่ยวทั่วทุกสารทิศใจจดใจจ่อเฝ้ารอดูบั้งไฟพญานาคริมน้ำโขงอย่างล้นหลามตั้งแต่บ่ายคล้อย
จริยา ไกรวีระเดชาชัย
เจ้าของร้านอาหารทานตะวัน
อยู่ที่ตัวเมืองหนองคาย
กล่าวว่า
เปรียบเทียบการขายในช่วงเทศกาลออกพรรษา
สามารถเพิ่มรายได้ถึงเท่าตัว
เรียกว่ามีผลต่อธุรกิจและรายได้ของประชาชนอย่างมาก
อย่างที่ร้านก็มีรายได้เฉลี่ยวันละหมื่นกว่าบาท
"แต่ปีนี้คิดว่าจะมีคนน้อยลงเพราะที่หนองบัวลำภูก็มีเหมือนกัน
คงจะแยกๆ กันไปดู"
บั้งไฟพญานาคที่จริยาพูดถึงนั้นอยู่ที่
อ.นาวัง จ.หนองบัวลำภู
บนเส้นทาง อุดรธานี-เลย
ซึ่งเป็นหนองน้ำขนาดใหญ่
ไม่ได้อยู่ติดหรือใกล้กับแม่น้ำโขง
และมีปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาค
ลักษณะเป็นลูกไฟสีเขียว
แต่จำนวนลูกไฟมีไม่มาก
ซึ่งเกิดขึ้นมาหลายปีแล้ว
โดยในปีนี้ทางจังหวัดหนองบัวลำภูได้ประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวไปชมด้วย
เรื่องรายได้ที่กระจายไปทั่วทุกพื้นที่ภาคอีสานนั้น
เรียกว่าแต่ละที่ไม่น้อยหน้ากัน
ซึ่ง ผอ. นวล
ได้เผยถึงตัวเลขของจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้าไปเที่ยวเฉพาะจังหวัดหนองคายนั้นอย่างน้อยที่สุด
น่าจะประมาณ 300,000 คน
คิดค่าใช้จ่ายต่อคนประมาณ
800 กว่าบาท
ลองคิดลองคูณกันเล่นๆ
แบบคร่าวๆ ก็ตกที่ 240,000,000
บาท !?!
"ไหลเรือไฟ" ความงามวิจิตร
ถวายเป็นพุทธบูชา
ไม่เพียงแต่
"บั้งไฟพญานาค" จ.หนองคาย
เท่านั้น
ที่เกี่ยวข้องกับ พญานาค
และส่งผลให้เกิดเม็ดเงินมหาศาลสู่ชาวอีสาน
"งานประเพณีไหลเรือไฟ"
จ.นครพนม
ก็เป็นอีกหนึ่งประเพณีที่เกี่ยวข้องกับพญานาค
และแม้จะสร้างเม็ดเงินให้ประชาชนได้ไม่มากเท่างานบั้งไฟพญานาค
แต่ก็ถือได้ว่าเป็นงานที่ทำให้เศรษฐกิจในจังหวัดนครพนมและจังหวัดอื่นใกล้เคียงพลอยคึกคักไปด้วย
สำหรับงานประเพณีไหลเรือไฟนั้นจะมีในช่วงออกพรรษา
ในวันขึ้น15 ค่ำ เดือน
11ของทุกปี
จะมีเรือไฟแบบโบราณลอยเคราะห์
เป็นลักษณะประเพณีเดียวกันกับการลอยกระทง
ไฟ
หมายถึงการเผาพลาญความทุกข์
ทั้งเป็นการขอขมาและรำลึกสักการะเจ้าแม่คงคา
และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในลำแม่น้ำโขง
แต่ว่าในส่วนของการไหลเรือไฟจะออกไปทางตำนานแม่น้ำโขง
มีพญานาคเข้ามาเกี่ยวข้อง
ซึ่งที่มีพญานาคเข้ามาเกี่ยวข้อง
เพราะมีความเชื่อเกี่ยวกับการบูชารอยพระพุทธบาทที่ประทับไว้ตามคำขอของพญานาค
เมื่อพระพุทธเจ้าแสดงธรรมที่ภพนาค
ซึ่งปัจจุบันรอยพระบาทนั้นปรากฏอยู่ที่หมู่บ้านเวินพระบาท
อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม
เพราะประเพณีไหลเรือไฟ
จัดขึ้นพร้อมกับวันที่มีบั้งไฟพญานาค
จึงแล้วแต่ว่านักท่องเที่ยวจะเลือกดูอะไรที่ไหน
ซึ่งส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวก็มักจะเดินทางไปเที่ยวชมบั้งไฟพญานาคมากกว่า
แต่ปีนี้มีเดือนแปดสองหน
(28-29 ต.ค.)
จึงคาดว่าการท่องเที่ยวนครพนมจะคึกคักขึ้น
ประเพณีไหลเรือไฟ
จ.นครพนม
นับเป็นอีกหนึ่งประเพณีมีความเชื่อเกี่ยวข้องกับพญานาค
สุเทพ อติวรรณกุล
ประธานหอการค้าจังหวัดนครพนม
กล่าวว่า
"ปีนี้คาดว่าจังหวัดนครพนมจะมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น
5-10 เปอร์เซ็นต์
เพราะตลอดปีนี้ทางจังหวัดได้ส่งเสริมให้เป็น
"ปีท่องเที่ยวนครแห่งแม่น้ำโขง"
และเป็นปีแรกที่ทางจังหวัดจัดงบประมาณสนับสนุนในการผลิตเรือไฟ
ทำให้สามารถเพิ่มวันไหลเรือไฟได้อีก
2 วันก่อนออกพรรษา
เพราะเดิมจะมีไหลเรือไฟเฉพาะวันขึ้น
15 ค่ำ เดือน 11 เท่านั้น"
"การที่เราขยายให้มีการไหลเรือไฟเป็น
3 วัน
ทำให้นักท่องเที่ยวมาพักที่นครพนมเพิ่มขึ้น
ทำให้ผู้ประกอบการและประชาชนในพื้นที่มีรายได้เพิ่มขึ้นในช่วงตลอดสัปดาห์
สิ่งที่เราต้องการมากที่สุดคือการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวนครพนมให้ได้รู้ว่าเรามีความพร้อมในด้านการท่องเที่ยว
และยังเชื่อมการท่องเที่ยวไปยังประเทศเพื่อนบ้าน
อย่างประเทศลาวและเวียดนามในแพ็คเกจท่องเที่ยวราคาถูก
และตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2548
นักท่องเที่ยวไม่ต้องทำวีซ่าแล้ว
แค่มีพาสปอร์ตก็สามารถข้ามไปลาวและไปต่อยังเวียดนามได้"
ประธานหอการค้าจังหวัดนครพนม
กล่าว
ด้าน กิตติกา
ลิขิตวศินกุล
ผู้อำนวยการสำนักงาน ททท.
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
เขต 4 (นครพนม สกลนคร
มุกดาหาร)
เผยว่ามีการจัดท่องเที่ยวในพื้นที่ต่างๆ
ร่วมด้วย
ถือเป็นการกระจายถึงคนท้องถิ่นอย่างทั่วถึง
"จริงๆ
แล้วการเดินทางของนักท่องเที่ยวในช่วงวันออกพรรษาจะมีการเดินทางเวียนรอบจังหวัดประมาณ
3-4 จังหวัด เพราะวันที่ 27
ที่สกลนครมีงาน
"ประเพณีแห่ปราสาทผึ้ง"
นักท่องเที่ยวก็จะแวะที่สกลนครก่อน
และอาจจะเดินทางต่อไปยังมุกดาหารซื้อของที่ตลาดอินโดจีน
ก่อนที่จะเดินทางมานครพนมในวันที่
28
เพื่อดูไหลเรือไฟแบบเต็มขบวน
จากนั้นวันที่ 29
นักท่องเที่ยวก็สามารถไปดูบั้งไฟพญานาคต่อ
และปีนี้ก็เปิดด่านให้นักท่องเที่ยวสามารถข้ามไปพักและท่องเที่ยวที่ฝั่งลาวได้ด้วยเช่นกัน"
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
* * * * * * *
ปฏิทินวันบุญออกพรรษา
กล่าวได้ว่า
"พญานาคให้คุณ
ในวันบุญออกพรรษา" จริงๆ
เพราะทุกจังหวัดล้วนแต่มีนักท่องเที่ยวอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง
ไม่เพียงเท่านั้น
แต่ละจังหวัดจึงถือโอกาสช่วงเทศกาลวันออกพรรษนี้จัดกิจกรรมมากมายในพื้นที่ต่างๆ
ร่วมด้วย
อย่างเช่นที่
จังหวัดหนองคาย มี
"งานเทศกาลออกพรรษาชมปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาค"
ระหว่างวันที่ 24-30 ต.ค. 2547
บริเวณวัดหายโศก
และริมเขื่อนป้องกันตลิ่ง
ตำบลในเมือง อำเภอเมือง
และหลายอำเภอในจังหวัดหนองคาย
มีกิจกรรมเสริม เช่น
การออกร้านจำหน่ายสินค้าและถนนอาหาร
การประกวดลอยเรือไฟบูชาพญานาค
การแข่งขันเรือยาวออกพรรษา
การประกวดปราสาทผึ้งแบบดั้งเดิม
พิธีบวงสรวงพระธาตุกลางน้ำ
ประเพณีลอยกระทงวันเพ็ญเดือน
11
พิธีทำบุญตักบาตรเทโวโรหนะ
และการแสดงแสง - เสียง
"เปิดตำนานบั้งไฟพญานาค"
เป็นต้น
จังหวัดสกลนคร มี
"งานประเพณีแห่ปราสาทผึ้ง
น่าทึ่งแข่งขันเรือยาว"
ระหว่างที่ 25-28 ต.ค. 2547
ภายในงานมีกิจกรรมการแข่งขันเรือยาวชิงถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระเทพฯ
(วันที่ 25-26)
การประกวดและขบวนแห่ปราสาทผึ้งโบราณ
และแบบประยุกต์
ซึ่งเป็นจุดเด่นของงาน
(วันที่ 27 เวลา 18.00 น.
เป็นต้นไป)
นอกจากนั้นก็ยังมีเทศกาลของดีของแซบเมืองสกล
และพิธีบายศรีสู่ขวัญร่วมกับชาวสกลนครด้วยพานบายศรีที่งดงาม
การแสดงคอนเสิร์ตและการแสดงพื้นบ้านต่างๆ
เป็นต้น
จังหวัดนครพนม มีงาน
"ประเพณีไหลเรือไฟ"
ระหว่างวันที่ 23-29 ต.ค. 2547
มีกิจกรรม
การแข่งเรือยาวในแม่น้ำโขง
การแห่เรือไฟบก/ปราสาทผึ้ง
การลอยเรือไฟโบราณ/เรือไฟประยุกต์
การแสดงเรือเซิ้ง
การจัดกิจกรรม "ถนนคนเดิน"
การแสดง/จำหน่ายสินค้า
ไทย - ลาว - เวียดนาม
การรำบูชาพระธาตุพนม
(อ.ธาตุพนม) การแสดงแสง สี
เสียง ชุด
"นครพนมเมืองน่าอยู่
คู่สัมพันธ์อินโดจีน"
การแสดงศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น
เป็นต้น
อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง
บั้งไฟพญานาค:
ปฏิกิริยาเคมีในลำโขง
เล่าขานตำนานบั้งไฟพญานาค
บั้งไฟพญานาค
กับเหตุผลที่คนทำได้และไม่ได้
หลากหลายประสบการณ์...กับพญานาค
หนองคาย
เมืองสงบเรียบง่ายริมฝั่งโขง