แง้มหัวใจ"นก:นิรมล" นักเดินทางขวัญใจเด็กๆ
หากพูดถึงหญิงเก่ง
หญิงแกร่ง
นักเดินทางที่ใช้ชีวิตติดดินคลุกฝุ่นอยู่กับทุ่งหญ้าป่าใหญ่
ชนบท ชาวบ้าน
และเด็กๆแล้ว
ชื่อของ"นก:นิรมล
เมธีสุวกุล"
นับเป็นชื่อในอันดับต้นๆที่ผู้คนนึกถึงอย่างไม่ต้องสงสัย
เพราะเป็นเวลาเกือบ 20
ปีแล้วที่เธอ
ยังคงเส้นคงวาอยู่กับการนำเสนอเรื่องราวต่างๆในชนบทที่ถูกละเลยให้คนเมืองได้รับรู้
จนกลายเป็นพี่นกขวัญใจเด็กๆและหนึ่งในต้นแบบผู้หญิงขาลุยของใครหลายๆคน
แต่กว่าจะมีวันนี้ได้
นิรมลได้บ่มเพาะเคี่ยวกรำประสบการณ์การทำงานควบคู่ไปกับการเดินทางมาอย่างยาวนาน
ซึ่งเธอรำลึกความหลังให้ฟังว่า
ด้วยความที่เป็นเด็กต่างจังหวัด
เกิดที่สุพรรณบุรี
แต่ว่ามาเติบโตท่ามกลางขุนเขา
สายหมอกหนาว ที่ อ.แม่จัน
จ.เชียงราย
ที่ถึงแม้ว่าจะอาศัยอยู่ในตลาดแต่ว่าด้วยฐานะปานกลางที่ค่อนข้างไปทางจนก็ทำให้เธอคุ้นเคยกับความลำบากมาพอตัว
ในส่วนของความผูกพันกับชีวิตชนบทนั้น
นิรมลเล่าว่า
ในวัยเด็กก็เคยได้สัมผัสกับชีวิตชนบทมาในระดับหนึ่ง
ส่วนตอนเรียนมหาวิทยาลัยก็ไปออกค่ายอาสา
แต่ว่าก็ไม่มากเท่ากับในช่วงทำงาน
โดยเฉพาะช่วงที่ทำรายการทุ่งแสงตะวัน
"ชีวิตการทำงานของนกเริ่มต้นด้วยการเป็นนักข่าวหนังสือพิมพ์
การทำงานหนังสือพิมพ์ถือว่ามีความเสมอภาคอยู่ในตัวมากไม่ได้แบ่งงานว่านี่คือหญิงหรือชาย
ทำให้รู้สึกว่างานไหนเราก็ทำได้
จากนั้นก็เปลี่ยนมาทำรายการทีวีที่ลักษณะงานก็ไม่ต่างกัน
คือเมื่อมีข่าวอะไรมา
ไม่ว่าข่าวคนตาย
ข่าวยิงกัน เราก็ไปทำหมด"
จากการบ่มเพาะประสบการณ์การทำข่าว
หลังจากนั้นในปี 2532
นิรมลได้หันมาจับงานพิธีกรและเขียนบทสารคดีรายการ
"ทุ่งหญ้าป่าใหญ่"ทางช่อง 7
ก่อนที่ในปี 2534
จะย้ายมาทำรายการ"ทุ่งแสงตะวัน"
ทางช่อง 3 จนถึงปัจจุบัน
ซึ่งการเปลี่ยนแนวทางของการทำงานทำให้เธอได้มีโอกาสเดินทางและเรียนรู้โลกกว้างไปตามที่ต่างๆมากขึ้น
เผชิญชีวิตในหลายรูปแบบ
สั่งสมเป็นประสบการณ์ชีวิตที่เพิ่มพูนมากขึ้นเรื่อยๆ
"สิ่งที่นกได้เจอในการทำงานนั้นมีหลายรูปแบบ
ทั้งการปรับตัวให้เข้ากับชีวิตชนบท
การทำงานกับชาวบ้านและเด็กๆ
การอดทนต่อสภาพดินฟ้าอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการถ่ายทำ
โดยเฉพาะกับเด็กๆถือเป็นปัญหามากในช่วง
2-3 ปีแรก
ซึ่งเราต้องเรียนรู้เกี่ยวกับจิตวิทยาเด็ก
ต้องเข้าไปพบหมอเด็กเพื่อพูดคุยหาข้อมูล
อ่านงานวิจัยเกี่ยวกับเด็กมากเป็นพิเศษในช่วงนั้น
คือต้องศึกษาเยอะพอสมควรเพื่อให้เราได้เข้าถึงเด็กได้ดีและลึกซึ้งขึ้น
"นกขอบอกเลยว่าไม่มีตำราใดๆ
สามารถอธิบายตัวตนของเด็กได้อย่างสมบูรณ์
เพราะเด็กแต่ละคนนิสัยแตกต่างกัน
คิดว่าการทำงานกับเด็กเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้กันมากกว่า
เรื่องบางเรื่องเราไม่รู้แต่เขารู้
เราก็จะรับมาจากเขา
เรื่องบางเรื่องที่เรารู้เราก็จะปลูกฝังให้เขา"
นอกจากนี้เรื่องของการใช้ชีวิตในชนบทก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องเรียนรู้และปรับตัวไม่น้อย
โดยนิรมลเล่าว่า
การอาบน้ำรวมไปถึงเรื่องอาหารการกิน
ที่พักอาศัย
บางครั้งต้องไปอาบในที่ชุมชนร่วมกับชาวบ้านก็ต้องอาบให้ได้
เพื่อให้เข้าถึงวิถีชีวิตของเขา
"เราจะไม่อายและจะทำทุกอย่างที่เขาทำกันได้
ซึ่งนอกจากจะไม่เป็นปัญหาแล้ว
มันกลับเป็นสิ่งหอมหวานที่หาไม่ได้จากที่ไหน
เรียกว่าโชคดีกว่าคนบางคนที่พยายามจะสร้างห้องน้ำแบบสวน
แบบสปาบำบัด ด้วยซ้ำ
เพราะที่ที่นกไปอาบน้ำนั้นมันเป็นธรรมชาติจริงๆ
โอบล้อมไปด้วยป่าเขา
ต้นไม้นานาชนิด
เป็นโอกาสที่เราหาไม่ได้ง่ายๆ
"บางทีห้องน้ำเต็มไม่สามารถเข้าได้เราก็ต้องไปเข้าทุ่ง
ซึ่งตรงนั้นเราก็ต้องเข้าให้ได้และไม่มีการรังเกียจ
มันเป็นเรื่องที่ต้องใช้เทคนิคปรับตัวแต่ก็เป็นเรื่องสนุก
เพราะการได้ทำงานตรงนี้มันทำให้เราได้เรียนรู้
และสามารถนำไปปรับใช้กับการดำเนินชีวิตได้"
สำหรับเรื่องของอาหารการกินที่อาจเป็นอุปสรรคต่อใครหลายๆคนนั้น
ดูจะไม่ค่อยเป็นปัญหาสำหรับนิรมลเท่าไหร่
แต่เธอกลับใช้สิ่งที่ประสบพบเจอเรียนรู้ไปในตัว
"เราได้เรียนรู้เรื่องของอาหารการกินจากที่ไปถ่ายทำ
อย่างเช่น ฤดูนี้
เดือนนี้
มีผักชนิดนี้ออกมามาก
ถ้าไปกาญจนบุรี
เดือนฤดูนี้ก็จะได้กินเห็ดโคนที่ใหญ่มาก
อร่อยมาก เป็นต้น
และด้วยความที่นกเป็นคนชอบทานผักฉะนั้นก็จะได้เรื่องของสุขภาพด้วย
นอกจากนี้เรายังได้รู้ถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นของแต่ละที่
อย่าง เช่น
อาหารบางอย่างกินกับอะไรถึงจะอร่อย
หรือแกงหน่อไม้ของอีสานต้องใส่ใบย่านาง
เพราะจะช่วยในเรื่องของการย่อยได้ดี
อีกทั้งยังมีเคล็ดลับเกี่ยวกับอาหารอีกหลายอย่างที่เราได้เรียนรู้จากชาวบ้าน
"สิ่งที่ได้จากชนบท
สามารถนำมาปรับใช้กับตัวเองได้
ยกตัวอย่างเช่นเรื่องของอาหาร
ที่นกกลายเป็นคนทานอาหารเพื่อสุขภาพก็คือ
เวลาไปทานอาหารในท้องถิ่นหรือว่าชนบทก็อยากจะรู้ว่ามันมาได้อย่างไร
มีสรรพคุณอะไร
แก้โรคอะไรบ้าง เช่น
ถ้าอากาศเปลี่ยนเป็นฤดูฝนก็จะต้องทานแกงเลียงเพื่อแก้ไข้หัวลม
เพราะแกงเลียงประกอบด้วยพืชสมุนไพรหลายอย่างสามารถแก้ไข้และสามารถสร้างภูมิต้านทานได้
หรือการได้รับรู้ว่าสภาพธรรมชาติชาติที่อุดมสมบูรณ์ทำให้ชาวบ้านได้กินของดีๆเพื่อสุขภาพของตัวเอง
พึ่งพาตัวเองได้
มีซุปเปอร์มาเก็ตเป็นของตัวเอง
คือ
ป่าหลังบ้านหรือสวนหลังบ้านของเขา
เมื่ออยากจะกินอะไรก็ไปเด็ดมากินได้ตามใจชอบ"
ไม่เพียงเท่านั้นการทำงานกับชาวบ้านในชนบทถือเป็นการเรียนรู้ที่สำคัญอย่างของนิรมล
เธออธิบายว่า
มีชาวบ้านหลายหมู่บ้านที่ยังคงใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับธรรมชาติโดยที่ไม่รบกวนธรรมชาติ
อยู่กันอย่างพึ่งพาอาศัย
แต่ก็มีชาวบ้านอีกหลายหมู่บ้านเหมือนกันที่รับเอาเทคโนโลยีมาใช้จนหมู่บ้านพังราบคาบ
สำหรับหมู่บ้านพึ่งพาอาศัยธรรมชาติจะมีวิธีการคิดที่แยบยลไม่น้อย
คือ
เวลาที่ชาวบ้านเข้าไปในป่าจะไปตัดหน่อไม้
ถ้ามีหน่อไม้ 10 หน่อ
ชาวบ้านจะตัดแค่ 6 หน่อ
เอามากิน เหลือไว้อีก 4
หน่อ
เพราะว่าต้องการให้หน่อไม้เหล่านั้นได้เติบโตไปเป็นต้นไผ่ที่สูงใหญ่
แล้วคราวหน้าก็จะได้ไปตัดหน่อไม้ได้อีก
"สิ่งที่พบเจอมันทำให้นกได้เข้าใจธรรมชาติมากขึ้น
และรู้จักการใช้ประโยชน์ของธรรมชาติอย่างรู้คุณค่า
ซึ่งเราควรจะรณรงค์เรื่องเหล่านี้ให้มาก
เพื่อให้คนทั่วไปเป็นผู้บริโภคที่ดี
ไม่ว่าจะเป็น
การสนับสนุนพืชผักพื้นบ้านหรือสนับสนุนอาหารที่ไม่รุกรานทำลายธรรมชาติ"
สำหรับสิ่งที่นิรมลชื่นชอบมากก็คืองานผ้าทอแต่ว่าไม่ค่อยจะมีคนรู้เรื่องนี้เท่าไหร่
ซึ่งเธอได้เก็บสะสมผ้าทอมือไว้เป็นจำนวนมาก
แต่ว่าส่วนใหญ่จะเป็นการเก็บไว้เฉยๆเพราะเธอไม่กล้าตัด
"ในตู้เสื้อผ้าของนกจะมีผ้าทอมากกว่าชุดที่ใส่ทำงานประจำเสียอีก
แม้ผ้าทอบางผืนที่ได้มาอาจดูไม่ค่อยสวย
แต่คุณค่าทางจิตใจนั้นมีมากกว่า
บางผืนได้มาจากเด็ก ป.6
ที่หัดทอผ้าเป็นครั้งแรก
ถือเป็นความภูมิใจมากกว่าสิ่งอื่นใด
เพราะเราได้สัมผัสถึงสิ่งที่เด็กคนนั้นพยายามเรียนรู้สืบสานภูมิปัญญา
ไม่ใช่ได้แค่ผ้าทอ
แต่เราได้ความรู้สึกผูกพัน
มันไม่ใช่วัตถุ
มันเป็นความรู้สึกดีๆที่เราได้จากชาวบ้าน
ทำให้ผ้าทอผืนนั้นเป็นผ้าทอที่ยังจดจำมาได้ถึงทุกวันนี้
เวลาที่มองทีไรนกจะรู้สึกมีความสุขอยู่ลึกๆ"
แม้หลายๆคนจะมองว่านิรมลเป็นผู้หญิงขาลุยที่บ่ยั่นต่อความยากลำบากทั้งหลาย
แต่สำหรับเธอแล้วกลับยอมรับว่าไม่ใช่ผู้หญิงขาลุยอย่างที่หลายๆคนคิด
โดยเฉพาะเรื่องยุงนั้น
แพ้มากๆเวลาไปไหนมาไหน
ต้องเตรียมเรื่องการกันยุงเอาไว้ให้พร้อม
ทั้ง ยาแก้แพ้ต่างๆ
หรือถ้ามียุงมากบางครั้งก็จะต้องนำมุ้งไปด้วย
ซึ่งเรื่องเหล่านี้เธอบอกว่าต้องเตรียมตัวให้พร้อม
เพราะจะไม่รู้ล่วงหน้าเลยว่าจะไปเจออะไรบ้าง
แต่จะใช้ประสบการณ์ที่ผ่านๆมาปรับใช้กับสิ่งที่จะเจอ
"คนเราใช่ว่าจะเกิดมามีพร้อมไปทุกอย่าง
ถึงจะเก่งแค่ไหนก็ต้องมีพลาดกันบ้าง
ฉะนั้นต้องอาศัยการเรียนรู้ไปจนถึงประสบการณ์ที่สั่งสมมานาน
แล้วก็จะพบกับความสำเร็จ"
ในฐานะผู้ผลิตรายการทีวีและคนที่ทำงานเกี่ยวกับชุมชน
นิรมลบอกว่า
งานที่ทำไม่ใช่แค่มีเพื่อการออกอากาศเท่านั้น
แต่ว่าคุณค่าของงานมันมีมากกว่านั้น
คุณค่าของมันคือการได้อะไรจากการได้ไปเรียนรู้
ซึ่งเธอจะไม่รู้สึกเหนื่อยเลยถ้าสามารถก้าวผ่านช่วงฝึกฝนตนเองให้ผ่านมันไปได้
อนึ่งการทำรายการทุ่งแสงตะวันของนิรมลนั้น
เธอบอกว่าเป็นการเที่ยวไปในตัวด้วย
บางครั้งก็มีการเปิดโอกาสให้แฟนๆรายการได้เข้าร่วมด้วย
แต่จะไม่เรียกการไปชนบทว่าการไปเที่ยวแต่จะเรียกว่าการไปเรียนรู้มากกว่า
เพราะจะรับเฉพาะคนที่เป็นครอบครัวเท่านั้น
เพราะต้องการให้คนในครอบครัวได้ไปเรียนรู้การใช้ชีวิตในอีกแง่มุมหนึ่งที่หาไม่ได้จากในเมือง
เด็กๆจะได้ทำกิจกรรมร่วมกัน
เป็นประสบการณ์ที่ได้รับโดยตรง
เรียนรู้ได้จริง
ซึ่งการเดินทางท่องเที่ยวได้ให้อะไรกับหญิงแกร่งอย่างนิรมลหลายอย่างดังเช่นที่เธอได้กล่าวไว้ในหนังสือ
"เส้นทางความสุข"
(ของททท.)ว่า
"การเรียนรู้จากธรรมชาติ
จากประสบการณ์ของผู้คน
ที่ได้พบเจอในแต่ละสถานที่
เป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำให้ชีวิตนกมีคุณค่ามากขึ้น
ได้มุมคิดใหม่ๆที่จะก้าวต่อไปในชีวิต"
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
* * * * * * * * * * * *
นิรมล เมธีสุวกุล
เกิดที่อำเภอเมือง
สุพรรณบุรี
แต่ไปเติบโตที่ อ.แม่จัน
จ.เชียงราย
สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีคณะนิเทศศาสตร์
จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เริ่มทำงานเป็นนักข่าวหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่นในปี
2526
จากนั้นไปเป็นนักข่าวช่อง
7 และช่อง 9 จนปี 2532
หันมาจับงานพิธีกรและเขียนบทสารคดีรายการ
"ทุ่งหญ้าป่าใหญ่" ทางช่อง
7 จนกระทั่งปี 2534 ย้ายมาทำ
"ทุ่งแสงตะวัน" ที่ช่อง 3
จนถึงทุกวันนี้