หลังสึนามิ คนที่อยู่ ต้องสู้กันต่อไป
บ้านพักหลังใหม่ของชาวมอแกนบ้านทุ่งหว้า
เขาหลัก
26 ธันวาคม 2547 วันมหาวิปโยค
คลื่นยักษ์สึนามิถั่งโถมโหมกระหน่ำทะเลไทยฝั่งอันดามัน
ส่งผลให้มีการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินจำนวนมาก
โดยเฉพาะที่เขาหลักและบ้านน้ำเค็ม
จ.พังงา
หลายๆคนเป็นห่วงในเรื่องของสภาพแวดล้อมและการท่องเที่ยว
แต่เหนือสิ่งอื่นใด...
เรื่องของชีวิตพี่น้องชาวใต้ที่ประสบภัยนั้นต่างหาก
เป็นสิ่งที่ทุกคนห่วงใยมากที่สุด
ไปดูกันว่า...
เกือบหนึ่งปีที่ผ่านมานี้
พวกเขาเป็นอย่างไรกันบ้าง
ชาวเขาหลัก
กับชีวิตหลังคลื่นซัด
หัสดี ใจหลัก
ผู้ประสบภัยสึนามิที่เขาหลัก
หัสดี ใจหลัก
หนึ่งในชาวเขาหลักผู้อยู่ในเหตุการณ์สึนามิ
ซึ่งปัจจุบันพักอาศัยอยู่ที่บ้านพักถาวรเพื่อผู้ประสบภัยสึนามิ
หาดบางเนียน
เล่าด้วยเสียงสั่นเครือว่า
เดิมนั้นอาศัยอยู่ที่แหลมปะการัง
เมื่อสึนามิมาก็พัดพาบ้านหายลงทะเลไปเลย
และนอกจากบ้านแล้วก็ยังสูญเสียเครื่องมือทำกิน
เรือหายไป
ประกอบอาชีพประมงแบบเดิมก็ไม่ได้แล้ว
ตอนนี้มีหลาน 3 คน
ที่พ่อแม่เสียชีวิต
มาขออยู่ด้วย
ตัวพี่เองมีลูก 3 คน
ผู้ชายทั้งหมด
ตอนนี้ก็มาอยู่ที่บ้านด้วยกันหมด
ถึงวันนี้สภาพจิตใจก็ไม่เหมือนเมื่อก่อน
งานการก็ไม่มีทำ
อยู่ไปวันๆ
ไม่รู้ว่าอยู่เพื่ออะไร
จิตใจตอนนี้มันไม่เหมือนเมื่อก่อน
เครื่องมือทำมาหากินก็หายไปหมดเลย
เราก็ไม่มีงานการที่จะไปทำตรงส่วนนั้น
หัสดี
บอกเล่าด้วยสีหน้าที่หม่นหมอง
หัสดี เล่าต่อว่า
ไม่ได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐและภาคเอกชนอย่างเต็มที่มากนัก
คือให้บางส่วน บางคนก็ได้
บางคนก็ไม่ได้
ตัวเองนั้นต้องการเครื่องมือทำมาหากิน
อยากให้ช่วยเหลือแค่เพียงหาเรือมาให้มาทำมาหากิน
ตอนนี้มีเรืออยู่ลำหนึ่ง
แต่ไม่พอจะเลี้ยงครอบครัว
ทุกวันนี้เงินที่ได้มานั้นมาจากการที่
มีอะไรก็ขายไป
อย่างทองที่ติดตัวก็เอาไปขาย
หรือว่าไปกู้ยืมมาใช้ก่อน
ก่อนที่ว่าจะหางานทำได้
เงินช่วยเหลือก็หมด
เพราะว่าไม่ได้ทำงานอะไรเลย
ตั้งแต่เกิดสึนามิมา
ส่วนที่ทำอยู่ตรงนี้ก็เป็นอาชีพเสริม
คือการถักโครเชต์
ทำกล่องใส่กระดาษทิชชู
ทำกระเป๋าพลาสติกสาน
เป็นการรวมกลุ่มกันทำ
รายได้ก็ได้เรื่อยๆ
ขายไม่ค่อยได้
ก็ไม่มีงานจะไปทำส่วนอื่นเลยทำไปเรื่อยๆ
แล้วแต่คนจะมาซื้อ
ทำไปเรื่อยๆ
จนกว่าจะได้กลับไปทำอาชีพดั้งเดิมของเรา
ทุกวันนี้ชีวิตความเป็นอยู่มันก็ไม่ได้
เพราะว่าบางครั้งก็มีกิน
บางครั้งเราก็คิดว่าพรุ่งนี้เราจะเอาที่ไหนมากิน
มาใช้จ่าย ให้หลานกิน
ให้ลูกกิน
อย่างไรก็ดีเมื่อถามว่าอยากฝากอะไรกับรัฐบาลหรือไม่
หัสดีส่ายหน้าก่อนตอบว่า
ที่เขามาสำรวจช่วยเหลือเขาก็เอาข้อมูลไปทุกคน
เช่น คุณอยากได้เรือไหม
เอาเอกสารมาให้ผม
ผมจะไปทำให้
เอาไปแล้วก็หายไปไม่ได้เลย
เราเลยคิดว่าจะไม่ขอ
แล้วแต่ว่าเขาจะให้
แต่ถ้าจะให้เราขอ
เราไม่ขอแล้ว
เพราะว่าตั้ง 9
เดือนแล้วที่ขอไป
ยายบุญช่วย กล้าทะเล
ชาวมอแกนบ้านทุ่งหว้า
แม้วันนี้ใกล้จะครบรอบ 1
ปี เหตุการณ์สึนามิแล้ว
ความหวาดกลัวก็ไม่ได้เจือจางลงไปจากใจ
ถ้าถามว่าคิดยังไงกับสึนามิ
ก็ต้องบอกว่าไม่คิดอะไร
คิดไม่ออกบอกไม่ถูกตอนนี้
ก็ยังคิดว่ากลัวมันจะมาอีก
แล้วเราจะไปทำอะไร
ถ้ามันเกิดเราก็หมดอีก
เพราะว่าอาชีพเราทำอยู่ในทะเล
หันมาฟังอีกหนึ่งเสียงของผู้ประสบภัยอย่าง
ยายบุญช่วย กล้าทะเล
ชาวมอแกนที่ตั้งรกรากเป็นชุมชนชาวมอแกน
บ้านทุ่งหว้า
ในเขาหลักมานมนานแล้ว
หมู่บ้านมอแกนแห่งนี้โดนคลื่นพัดหมู่บ้านพังทลายไม่เหลือซาก
ยายบุญช่วยถ่ายทอดเรื่องราวในครั้งนั้นให้ฟังว่า
ในวันที่เกิดเหตุถือว่าเป็นโชคดีที่ยายไม่ได้อยู่ที่หมู่บ้าน
ไปตลาดเลยรอดชีวิตมาได้
แต่ครอบครัวของยายบุญช่วยก็ต้องสูญเสียหลานสาวไปหนึ่งคน
ซึ่งถ้านับแล้วคนที่หมู่บ้านนี้มีชาวมอแกนเสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้ไปประมาณ
40 กว่าคน
และตอนนี้ก็มีบางครอบครัวที่ยังไม่พบศพญาติตัวเอง
ยายบุญช่วย
เล่าถึงชีวิตความเป็นอยู่ปัจจุบันของชาวมอแกนที่บ้านทุ่งหว้าให้ฟังว่า
ทุกวันนี้ชาวมอแกนที่นี่มีบ้านอยู่เหมือนเดิมแล้ว
โดยได้รับความช่วยเหลือจากหลายๆ
หน่วยงานทั้งทางภาครัฐ
และภาคเอกชน
มาช่วยสร้างบ้านใหม่ให้อยู่กันทุกครอบครัว
ซึ่งมีถึง 71 ครอบครัว 71
หลังด้วยกัน
และก็มีเสื้อผ้า
ของกินของใช้
และเงินบริจาค
บ้านที่อยู่ทุกวันนี้ก็ดีกว่าเก่า
บ้านหลังใหญ่กว่าเดิม
อยู่สบายกว่าเดิม ชอบ
เมื่อก่อนอยู่เตี้ยๆ
บนพื้นดิน
แต่บ้านใหม่นี้เขาสร้างแบบยกให้สูง
มีบันได นี่ก็ตกบันไดมา 34
ครั้งแล้ว
ความเป็นอยู่ตอนนี้ก็อยู่ด้วยความจำเป็น
แต่ก็มีความสุขกับสิ่งที่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาล
จากหลายๆ หน่วยงาน
ยายบุญช่วยเล่าให้ฟังพร้อมกับมีรอยยิ้มเล็กๆ
ที่มุมปาก
บ้านพักของผู้ประสบภัยบ้านน้ำเค็ม
ครั้นพอถามไถ่ยายบุญช่วยต่อว่า
ยังกลัวสึนามิอยู่หรือเปล่า
ยายตอบแบบปลงในชีวิตว่า
ไอ้กลัวมันก็กลัวอยู่
แต่ไม่รู้จะไปทางไหนถูก
ถือซะว่าถ้าอะไรจะเกิด
ก็ตามเรื่องตามเวรตามกรรมก็แล้วกัน
ชีวิตที่ไม่หวาน
ของชาวบ้านน้ำเค็ม
บ้านน้ำเค็ม
หมู่บ้านชาวประมงในจังหวัดพังงา
เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่ได้รับผลกระทบอย่างแรงจากคลื่นยักษ์
ชาวบ้านหลายชีวิตหลายครอบครัวต้องจบลงที่นี่
แต่หลังจากที่เหตุการณ์ผ่านพ้นไป
ก็มีหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนลงไปให้ความช่วยเหลือแก่ชาวบ้านน้ำเค็ม
แต่ปัญหาที่พบก็เป็นแบบเดียวกับที่เขาหลัก
คือความช่วยเหลือนั้นอาจไม่ทั่วถึง
นอกจากนั้นแล้วยังดูเหมือนจะเกิดความขัดแย้งบางอย่างขึ้นจากความช่วยเหลือนี้อีกด้วย
ศศิมา แสงสี
ผู้ประกอบอาชีพค้าขายในหมู่บ้านน้ำเค็ม
เล่าความรู้สึกหลังการสูญเสียให้เราฟังว่า
ตั้งแต่เกิดสึนามิมา
ชีวิตก็อยู่แบบไปเรื่อยๆ
ตอนนี้ก็ไม่ได้คิดอะไรมากแล้ว
แต่ว่าถ้ามีใครมาพูดถึงเหตุการณ์อีกเราก็จะคิดขึ้นมาอีก
ส่วนมากแล้วคนเขาก็ไม่อยากพูดถึง
แต่ที่จริงแล้วจะให้ลืมก็ลืมไม่ได้หรอก
ศศิมา แสงสี
ชาวบ้านน้ำเค็ม
หลังจากเกิดภัยพิบัติ
ศศิมาบอกว่า
มีหน่วยงานต่างๆ
เข้ามาดูแลดี
มาช่วยเหลือเรื่องอาหาร
มาแจกกับข้าวให้ทุกคน
หลายคนก็กลับไปสู่ชีวิตแบบเดิม
ออกทะเลหาปลาเหมือนอย่างเดิม
เขามาสร้างบ้านให้
ทำให้ไม่ต้องไปอยู่กันที่อื่น
แต่สภาพแวดล้อมของบ้านตอนนี้อาจดูไม่เหมือนเก่า
แต่กลับไปคล้ายคลึงกับบ้านจัดสรรแทน
ถ้าถามว่าพี่พอใจไหม
รู้สึกแปลกๆ
ไหมกับบ้านที่เราอยู่ตอนนี้
มันก็ดูแปลกๆ
แต่ว่าบางคนก็ชอบนะ
แต่ว่าที่พี่คิด
พี่อยากให้มันเหมือนเดิมมากกว่า
เพราะว่าความใกล้ชิดเมื่อก่อนดีกว่าเยอะ
มันมีความเป็นชีวิตมากกว่า
เมื่อก่อนนี้ชาวบ้านรู้จักทักทายกัน
เป็นเพื่อนกันดี
แต่ว่าตอนนี้ต่างคนต่างแยกกันอยู่
ห่างกัน
ไม่สนิทกันเหมือนเมื่อก่อน
บางคนเขาก็แบ่งพรรคแบ่งพวก
ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไร
อาจจะเป็นเพราะเรื่องของเงิน
เรื่องอาหารที่ได้รับบริจาคมาก็เป็นได้
บางคนก็ไม่คิดที่จะทำงาน
บางคนที่เสียหายจริงๆ
กลับไม่ได้รับเงินช่วยเหลือสักเท่าไหร่
แต่บางคนที่ไม่ได้ประสบภัยจริงกลับได้รับมากกว่า
อย่างเช่น
คนขายก๋วยเตี๋ยวไม่ได้ใช้เรือ
แต่กลับได้เรือ
คนที่จะทำเรือจริงๆ
กลับไม่มีเรือ
พี่คิดว่าการที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะการฉวยโอกาสของคน
ศศิมา เล่า
ทางด้านของสุดเขต
สำราญรัตน์
ผู้ประกอบอาชีพประมงซึ่งสูญเสียเรือไปทั้งหมด
8 ลำ
เล่าถึงความเสียหายในครั้งนั้นให้ฟังว่า
โชคดีอยู่อย่างที่ว่าครอบครัวเราไม่มีใครเสียชีวิต
ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บใดๆ
ทั้งที่เป็นคนในท้องที่
แต่ว่าด้านทรัพย์สินนั้นต้องบอกว่าเสียหาย
100 %
เหมือนกับเราต้องเริ่มสร้างกันใหม่
แต่ก็โชคดีที่ว่ารัฐบาลให้ความช่วยเหลือเร็ว
ถึงจะโดนสึนามิ
แต่เราก็ต้องกลับไปทำมาหากินที่ทะเลเหมือนเดิม
เพราะว่าอาชีพอื่นเราทำไม่เป็น
ตอนนี้ซ่อมเรือไป 4
ลำก็เจ็ดแปดล้าน
ต้องบอกว่าเงินไม่พอ
ก็ต้องเลือกซ่อมเป็นลำๆ
ไปเพื่อออกไปหาปลาเอามาขาย
เราโดนคลื่นสึนามิมาปะทะลูกหนึ่งไปแล้ว
แต่ว่าตอนนี้กลับมาโดนอีกเรื่องคือเรื่องน้ำมัน
สึนามิมันมาแล้วมันก็ไป
แต่ว่าเรื่องน้ำมันมันมาแล้วไม่ไป
มันกระทบอยู่อย่างนี้
สุดเขต กล่าว
สุดเขต สำราญรัตน์
ชาวประมงบ้านน้ำเค็ม
เมื่อถามว่า
รัฐบาลเขามีวิธีช่วยเหลือในเรื่องอาชีพอย่างไร
สุดเขตตอบว่า
เขาก็มีวิธีช่วยแบบเขา
คือให้เราไปติดต่อกับสถาบันการเงินต่างๆ
เช่น เอสเอ็มอี
และเขาก็จะให้ปล่อยกู้ในราคาต่ำ
แต่ในความรู้สึกของเราคือมันไม่ใช่
เพราะบางครั้งเข้าไปแล้วเขาก็ต้องการหลักฐานมากมาย
อย่างต้องมีข้าราชการค้ำ
เอาทรัพย์สินค้ำ
ถามว่าหมดตัวแล้วจะเอาที่ไหนมาค้ำ
และอาชีพชาวบ้านอย่างเราก็ไม่มีพี่น้องที่เป็นข้าราชการ
จะหาใครมาค้ำ
ถ้าเป็นแค่เรือจมธรรมดาเรายังไปช่วยกู้มาได้
ยังทำมาหากินต่อไปได้
แต่โดนสึนามินี้เหมือนกับว่าเราหมดตัวเลย
บ้านก็ไม่มีอยู่
เครื่องมือทำมาหากินก็ไม่มี
แรกๆ เสื้อผ้ายังไม่มีใส่
บอกได้เลยว่ามันเป็นแบบนี้แทบทุกคน
นอกจากนั้น
สุดเขตยังเล่าถึงปัญหาแบบเดียวกับศศิมาว่า
มีเรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากสึนามิ
คือ
ชาวบ้านน้ำเค็มมีการแบ่งกันออกเป็นหลายฝ่าย
เนื่องมาจากเรื่องของเงินบริจาคที่ได้ไม่ทั่วถึงและเท่าเทียมกัน
เพราะดูเหมือนแต่ละคนจะเหมือนกับหาผลประโยชน์ให้กับตัวเองมากกว่า
และจนถึงวันนี้ชาวบ้านน้ำเค็มบางคนก็ยังไม่กล้าจะนอนอยู่ในบ้านตัวเองในตอนกลางคืน
เพราะยังคงหวาดผวากับเสียงคลื่นและภาพความสูญเสียเมื่อวันก่อน
แม้ว่าหนึ่งปีที่ผ่านไป
ความหวาดกลัวยังไม่หายไปจากความรู้สึกของผู้ประสบภัย
และความช่วยเหลือที่ทุกคนส่งไปให้ด้วยใจอาจจะไม่ถึงมือผู้ที่เดือดร้อนอย่างทั่วถึงนัก
ก็ได้แต่หวังว่า
พลังใจที่เข้มแข็งของชาวบ้านและกำลังใจจากพี่น้องทั่วประเทศ
จะทำให้ผู้ประสบภัยสึนามิสามารถต่อสู้กับปัญหาต่างๆ
ได้
และกลับมามีความสุขเหมือนก่อนได้ในไม่ช้า
อ่านเรื่องราวรำลึกสึนามิอื่นๆ
"สึนามิ"
คลื่นยักษ์ถล่มธุรกิจท่องเที่ยวอันดามันพังพาบ
โฮมสเตย์อันดามัน
รอวันนักท่องเที่ยวกลับมา
อันซีนฯ อันดามัน
1 ปีสึนามิ "อาเจะห์"
ความหวังที่ยังรอคอย
สึนามิกับการเรียนรู้ที่จะอยู่บนโลกอันเปลี่ยนแปลง
/ วินิจ รังผึ้ง
คลายปมสึนามิ /ธรณ์
ธำรงนาวาสวัสดิ์