ศูนย์วิจัยป่าชายเลน ระนอง ห้องเรียนธรรมชาติอันทรงค
สะพานคอนกรีตทอดตัวยาว 850
เมตร
ซึ่งใช้เป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติ
ป่าชายเลน
นับเป็นผืนป่าชนิดพิเศษที่อยู่ระหว่างแผ่นดินกับผืนน้ำทะเล
ซึ่งหากจำแนกคุณค่าในตัวออกมา
นับว่ามีมากมายเหลือคณา
และทุกสรรพสิ่งในป่าชายเลนล้วนมีความสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก
นอกจากความหลากหลายและกลมกลืนทางชีวภาพแล้ว
ผืนป่าชายเลนหลายๆแห่งในเมืองไทยยังถูกจัดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนที่สนใจเข้าไปศึกษาหาความรู้
อย่างกับ
ศูนย์วิจัยป่าชายเลน
จังหวัดระนอง
ที่เป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่มีความสมบูรณ์มาก
มีพื้นที่ 122 ,500 ไร่
กระจายตัวอยู่บริเวณปากแม่น้ำกระบุรีซึ่งเป็นแนวชายแดนระหว่างประเทศไทยและพม่า
ว่ากันว่าเป็นพื้นที่ป่าชายเลนที่มีความอุดมสมบูรณ์มากที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก
ด้วยเหตุนี้องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาติ
หรือ ยูเนสโก้ (UNESCO)
จึงประกาศให้
ศูนย์วิจัยป่าชายเลน
จ.ระนอง เป็น
พื้นที่เขตสงวนชีวมณฑล
เมื่อปี 2540
ซึ่ง เขตสงวนชีวมณฑล
ยูเนสโกได้ให้ความหมายว่า
เป็นพื้นที่ระบบนิเวศบนบก
และ/หรือชายฝั่งทะเล
หรือพื้นที่ที่มีทั้งระบบนิเวศบนบกและชายฝั่งทะเล
ที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ
ภายใต้โครงการมนุษย์และชีวมณฑลขององค์การยูเนสโก
(UNESCO Man and the Biosphere MAB Programme)
ซึ่งประกอบไปด้วยพื้นที่แกนกลาง
(core area) พื้นที่กันชน (buffer zone)
และพื้นที่รอบนอก (transition area)
สายน้ำกร่อยภายในป่าชายเลนที่เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อนนานาพันธุ์
เหตุผลของการได้มาซึ่งเขตสงวนชีวมณฑลของป่าชายเลนแห่งนี้
คงนี้ไม่พ้นเรื่องของสภาพความหลากหลายทว่าสมบูรณ์ทั้งพืชและสัตว์
เช่น มีพันธุ์สัตว์ประมาณ
300 ชนิด
พันธุ์พืชอีกประมาณ 60 ชนิด
ซึ่งถือว่าป่าชายเลนจังหวัดระนองยังคงมีสภาพที่ถูกทำลายน้อยที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ
สิ่งสำคัญที่มีส่วนทำให้ที่นี่เป็นเขตสงวนชีวมณฑลอยู่ที่
งานวิจัยอย่างต่อเนื่องที่มีความร่วมมือระหว่างนักวิจัยหลายประเทศ
โดยเฉพาะโครงการที่ยูเนสโก
ให้ความช่วยเหลือ
ทำให้นักวิจัยของไทยเอง
มีความเข้าใจเรื่องป่าชายเลนมากขึ้น
จึงมีความคิดที่จะจัดการเรื่องการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน
และเพื่อจะได้เผยแพร่ความรู้ด้านการอนุรักษ์พัฒนาให้กว้างขวาง
ดังนั้นนักวิจัยจึงเสนอต่อยูเนสโกเพื่อขอเป็นเขตสงวนชีวมณฑล
วิจารณ์ มีผล
หัวหน้าศูนย์วิจัย ฯ
เล่าถึงที่มาของการเป็นเขตสงวนชีวมณฑล
จากป่าชายเลนมาเป็นเขตสงวนชีวมณฑล
ตามข้อตกลงของยูเนสโกจึงต้องมีการแบ่งพื้นที่ออกตามภูมิประเทศ
ความสมบูรณ์
กิจกรรมการเลี้ยงสัตว์น้ำ
และการมีส่วนร่วมของชุมชน
ออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่
ศูนย์วิจัยป่าชายเลน
เปิดกว้างสำหรับผู้ที่สนใจในห้องเรียนธรรมชาติที่มีชีวิต
พื้นที่ใจกลาง (CORE AREA)
เป็นป่าที่มีสภาพสมบูรณ์และไม่ถูกรบกวนจากมนุษย์
พื้นที่ล้อมรอบด้วยแม่น้ำและทะเล
กิจกรรมที่ถูกจัดขึ้นมาเพื่อใช้ประโยชน์จึงมีเพียงการวิจัยด้านสิ่งแวดล้อม
และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
ส่วนต่อมาคือพื้นที่กันชน
(BUFFER ZONE)
จะอยู่ถัดออกไปนอกพื้นที่ใจกลาง
เป็นแหล่งการทำประมงของชาวประมงที่เกาะเหลานอก
และที่บ้านหาดทรายขาว
มีการดำเนินวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม
แต่กิจกรรมของชุมชนที่เกิดขึ้นในพื้นที่นี้
ต้องดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันการเกิดผลกระทบ
ซึ่งมาจากการทำนากุ้งเพิ่มขึ้น
การจับสัตว์อื่น ๆ
และการเก็บเกี่ยวผลผลิตทางธรรมชาติจากป่าในปริมาณมากเกินควร
และสุดท้ายคือพื้นที่เปลี่ยนสภาพ
(TRANSITION AREA)
จะเป็นพื้นที่ถูกพัฒนาไปมากกว่าพื้นที่อื่น
ๆ เช่นชุมชนในเมือง
ที่ถูกเปลี่ยนเป็นถนน
สวนยาง สวนผลไม้ พืชไร่
และเหมืองร้าง
ดังนั้นกิจกรรมที่เกิดขึ้นล้วนส่งผลให้เกิดผลกระทบได้ง่าย
เช่น มลภาวะ
การสึกกร่อนของหน้าดิน
การสูญเสียแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์และสัตว์
จึงต้องมีการจัดการที่มากขึ้นกว่าทุกพื้นที่
เรียกได้ว่าหากจะเป็นเขตสงวนชีวมณฑลจะต้องจัดแจงแบ่งที่ทางออกเป็นสัดส่วนอย่างชัดเจน
ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะเอื้อต่อการจัดการและดูแล
สำหรับหน้าที่หลัก ๆ
ของศูนย์วิจัยป่าชายเลน
จ.ระนอง
ประกอบไปด้วยเรื่องการอนุรักษ์
ที่กินอาณาเขตตั้งแต่ภูเขาไปจนถึงชายฝั่ง
คือบริเวณอุทยานแห่งชาติน้ำตกหงาวที่ตั้งอยู่บนไหล่เขาซึ่งทอดตัวขนานกับชายฝั่งทะเลอันดามัน
ควบคู่ไปกับการพัฒนาเรื่องการจัดการระบบนิเวศของป่าชายเลนอย่างยั่งยืน
โดยจัดเป็นพื้นที่ศึกษาวิจัยเสมือนห้องปฏิบัติการทางธรรมชาติ
ทุกสรรพสิ่งในป่าชายเลนล้วนต่างอยู่กันแบบพึ่งพาอาศัยกัน
ในปีหนึ่ง ๆ
จึงมีผู้สนใจเข้ามาศึกษาหาความรู้จากห้องเรียนห้องนี้มากมาย
ไม่จำกัดแค่เพียงในประเทศ
เพราะที่นี่เป็นห้องเรียนของนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกเข้ามาศึกษาและผลิตงานวิจัยมาตั้งแต่
ปี 2523
และต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน
ซึ่งไม่จำเป็นที่ต้องมาเพื่อทำวิจัยเป็นทางการก็สามารถหาความรู้เพื่อซึมซับระบบนิเวศอันสมบูรณ์และหลากหลายจากห้องเรียนธรรมชาติห้องนี้ได้
เพราะที่ศูนย์วิจัยป่าชายเลนได้จัดเส้นทางสำหรับศึกษาธรรมชาติ
ดังนี้คือ
เส้นทางแรกเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติโดยเท้า
เหมาะสำหรับคนที่มีเวลาน้อย
เพราะใช้เวลาเพียง 1
ชั่วโมง เส้นทางนี้
เป็นสะพานคอนกรีตทอดตัวยาว
850 เมตร
มีแผ่นป้ายบรรยายเกี่ยวกับระบบนิเวศป่าชายเลนทั้งชนิดของพืชและสัตว์
ระหว่างทางสามารถมองเห็นสภาพของป่าดิบเขาหลายชนิดเช่น
ไม้ยาง ตะเคียน ก่อบ้าน
ส้านใหญ่ แซะ โกงกาง
เป็นต้น
อีกทั้งบริเวณนี้ยังเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์นานาชนิดอย่าง
ลิง ปูแสม ปูทะเล ปลาตีน
แม่หอบ นาก ตะกวด
และนกชนิดต่าง ๆ อีกด้วย
แต่สำหรับนักเรียนหน้าใหม่ของห้องเรียนแห่งนี้ควรหาข้อมูลพันธุ์พืช
พันธ์สัตว์ต่างๆ
จากห้องนิทรรศการที่ทางศูนย์วิจัย
ฯ รวบรวมไว้ให้ศึกษา
ก่อนเข้าสู่ห้องเรียนธรรมชาติจริงจะทำให้เข้าใจมากขึ้น
เส้นทางที่สองเป็นการนั่งเรือชมทัศนียภาพป่าชายเลน
ผู้ที่สนใจต้องเผื่อเวลาไว้
3 ชั่วโมง
เพราะมีจุดที่น่าสนใจหลายแห่ง
ตั้งแต่ชมสภาพป่าชายเลนบริเวณคลองโหงง
ซึ่งมีความสมบูรณ์มาก
ชมต้นโกงกางที่มีขนาดใหญ่
มีเส้นรอบวง 2 เมตร สูง 25
เมตร อายุอานามปาเข้าไป
200ปี
บริเวณนี้มีกลุ่มไม้โกงกางขนาดใหญ่อยู่เป็นจำนวนมาก
สะท้อนให้เห็นถึงระดับความสมบูรณ์ได้เป็นอย่างดี
นอกจากนี้ยังมีวิถีชีวิตหมู่บ้านชาวเล
บริเวณหลังเกาะเหลา
ที่มีวัฒนธรรมและภาษาพูดเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง
ล่าสุดศูนย์วิจัยป่าชายเลน
จ.ระนอง
ได้รับรางวัลอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
(THAILAND TOURISM AWARD) ครั้งที่ 5
ประจำปี 2547
ในสาขาแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศดีเด่น
จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.)
ซึ่งก็เปรียบเสมือนการช่วยย้ำคุณค่าป่าชายเลนผืนนี้
ว่าเป็นหนึ่งในพื้นที่สำคัญของมนุษยชาติที่มวลมนุษย์จักต้องช่วยกันรักษาให้อยู่คู่โลกไปตราบนานเท่านาน
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
* * * * * * * * * * * *
ปัจจุบันประเทศไทยได้รับประกาศให้มีเขตสงวนชีวมณฑล
4 แห่ง คือ
1. เขตสงวนชีวมณฑลสะแกราช
ตั้งอยู่ที่สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช
จ.นครราชสีมา
2.
เขตสงวนชีวมณฑลคอกม้า-แม่สา
ตั้งอยู่ที่อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ
ปุย จ.เชียงใหม่
3.เขตสงวนชีวมณฑลป่าไม้สักห้วยทาก
ตั้งอยู่ที่ป่าสงวนแห่งชาติแม่งาว
จ.ลำปาง
4.เขตสงวนชีวมณฑลระนอง
ตั้งอยู่ที่ศูนย์วิจัยป่าชายเลน
จ.ระนอง
สอบถามรายละเอียดศูนย์วิจัยป่าชายเลน
เขตสงวนชีวมณฑลระนอง โทร.
0-7784-8391-2