ทริปวันเดียว เที่ยวสวนนงนุช ชลบุรี สวรรค์ของคนรักต
หลังจากที่หายหน้าหายตาไปเดือนกว่าๆ
วันนี้เราก็มีที่เที่ยวมาแนะนำกันอีกเช่นเคย
เราไปกันใกล้ๆ
ที่จังหวัดชลบุรี
แต่ไม่ได้ไปทะเลครับ
ผมจะพาไปชมสวนสวยที่
สวนนงนุช พัทยา (สัตหีบ)
ครั้งนี้เป็นครั้งที่สองที่ผมมาเที่ยวสวนนงนุช
ครั้งแรกนั้นมากับญาติๆ 5
ปีที่แล้วน่าจะได้ทริปนี้เป็นทริปวันเดียวครับ
ไปเช้า-เย็นกลับได้สบายๆ
โดยไม่เหนื่อยมาก
เราออกจากกรุงเทพฯ 7
โมงกว่าๆ
แวะกินข้าวที่มอเตอร์เวย์
และที่ขาดไม่ได้เลยคือกาแฟสดครับ
กาแฟสดบนมอเตอร์เวย์ผมว่าราคาแพงพอสมควร
บางร้านก็ชงไม่อร่อยเอาซะเลย
สำหรับคอกาแฟผมแนะนำที่
Amazon ครับ ราคามาตราฐาน
รสชาติดีไม่ว่าทานที่ไหนก็จะได้รสชาติเดียวกัน
ที่ผมชอบกินประจำจะเป็นเอสเปรสโซ่
เข้มถึงใจดีจริงๆมาเที่ยวนี้ยังไงไม่รู้ลงด่านผิดออกตรงชลบุรี
เจอกับสารพัดแยกไฟแดงตั้งแต่ชลบุรี-บางแสน-ศรีราชา-พัทยา
ประหยัดไปได้ 30 บาท
แต่เสียเวลาพอสมควร
สำหรับสวนนงนุชนั้นจะอยู่ค่อนไปทางสัตหีบครับ
เลยตลาดน้ำสี่ภาคไปประมาณ
10 นาที จะเห็นป้ายสวนนงนุช
เด่นเป็นสง่า
จากนั้นให้เลี้ยวซ้ายไปตามทางอีก
2 กิโลเมตร
ก็จะพบกับทางเข้าสวนนงนุช
สำหรับคนที่ไปด้วยรถโดยสารอาจจะลำบากหน่อยครับใครที่อยากเปลี่ยนบรรยากาศจะเดินทางมาโดยรถไฟก็ได้นะครับ
ที่สวนนงนุช
มีสถานีสวนนงนุช
หลายคนอาจจะยังไม่ทราบ
ก็ลองเช็ครอบกับการรถไฟแห่งประเทศไทยดูนะครับ
เมื่อถึงทางเข้าแล้วถ้าต้องการชมสวนอย่างเดียว
(ไม่ดูโชว์)
ก็จะเสียค่าเข้าคนละ 100
บาท
จะได้บัตรผ่านประตูพร้อมแผนที่ในสวนนงนุช
แนะนำว่าควรเก็บแผนที่ติดตัวไว้ตลอดครับ
จะได้วางแผนเส้นทางว่าจะไปเที่ยวจุดไหนบ้างผมขอเล่าประวัติคร่าวๆ
ของสวนนงนุช
ให้พอได้รู้จักกันก่อนที่จะไปเข้าชมข้างใน
เป็นประวัติจากเวบสวนนงนุช
www.nongnoochtropicalgarden.com/th/aboutUs.php ภาพ
คุณพิสิฐและคุณนงนุช
ตันสัจจาประวัติความเป็นมา
“สวนนงนุช พัทยา”
ปี พุทธศักราช 2497 (ค.ศ.1954)
คุณพิสิฐและคุณนงนุช
ตันสัจจา
ได้ซื้อที่ดินจำนวน 1,500 ไร่
(600 เอเคอร์)
หลักกิโลเมตรที่ 163
ระหว่างพัทยา-สัตหีบ
เป็นสวนผลไม้ เช่น มะม่วง
ส้ม มะพร้าว และ
อื่นๆต่อมาคุณนงนุช
ได้เดินทางไปดูงานที่ต่างประเทศกับเพื่อนๆ
และได้ประทับใจในสวนสวยงาม
ประกอบทั้งเป็นคนชอบดอกไม้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
จึงได้เกิดมีแนวความคิดที่จะ
”จัดสวนให้คนมาเที่ยว”
ดังนั้นจึงตัดสินใจเปลี่ยนสวนผลไม้เป็นเป็นสวนไม้ดอกและไม้ประดับ
และได้ปลูกสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ
เช่น บ้านทรงไทย
บ้านกระท่อม
บ้านแบบทาวน์เฮาส์
สระว่ายน้ำ ห้องอาหาร
และห้องจัดเลี้ยง –
สัมมนา
สำหรับให้บริการกับนักท่องเที่ยวสวนนงนุช
ได้เปิดอย่างเป็นทางการในปี
พุทธศักราช 2523 (ค.ศ.1980)
จัดให้มีการแสดงศิลปวัฒน-ธรรมไทยและการแสดงช้างแสนรู้
ในโรงแสดง
ซึ่งรอบล้อมไปด้วยสวนสวยงาม
ทุกวัน จากนั้น ประมาณ 6
ปีให้หลัง คุณนงนุช
ตันสัจจา
ได้มอบการบริหารงานให้ลูกชาย
คือ คุณ กัมพล ตันสัจจา
แต่คุณนงนุช
เองท่านยังคงทำงานในสิ่งที่ท่านชอบ
และใช้เวลาไป-มา
ระหว่างกรุงเทพฯ
–สวนนงนุช แคมป์ปิ้ง
รีสอร์ท ที่ปราจีนบุรี
ซึ่งได้เปิดให้บริการแล้ว
เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2544
และ สวนผลไม้ที่เชียงราย
ปัจจุบันนี้ สวนนงนุช
พัทยา
เป็นสถานที่ท่องเที่ยวระดับแนวหน้าในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้
มีนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก
เข้าเยี่ยมชมประมาณวันละ
2,000 คน
ซึ่งก็สืบเนื่องมาจาก
สวนนงนุช
ได้ปรับปรุงและพัฒนาสวนให้สวยงามอย่างต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลาพอเข้าไปถึงด้านใน
ต้องหาที่จอดรถก่อนครับ
แล้วค่อยเดินชมสวน
เราเอารถเข้าไปจอดที่
ลานจอดรถ 3
เมื่อจอดเสร็จจะเจอกับทางเข้าสวนสัตว์
มีนกแก้วมาคอว์คอยต้อนรับอยู่ด้านหน้าเดินๆ
ไปก็จะเจอกับ เก้ง กวาง
ม้า แกะ
สัตว์ที่นี่ไม่มีอาการตื่นคนเลย
คงจะคุ้นเคยกับคนแล้ว
ถ้าใครอยากจะป้อนอาหารให้สัตว์อย่างใกล้ชิด
ก็มีผักบุ้งและถั่วฝักยาว
ราคากำละ 20 บาท
เลยจากโซนสัตว์สี่เท้าก็มาชมที่สวนนกกันต่อ
สวนนกของที่นี่หลักๆ
ก็จะมีนกเงือกและนกยูง
ลักษณะเป็นเหมือนกรงขนาดใหญ่
มีม่านโซ่ 2 ชั้นกั้นนกออก
เมื่อเข้าไปถึงข้างใน
เจอนกตัวนี้นั่งนิ่งให้ถ่ายรูป
ดูแล้วน่าจะเป็นนกเงือกนกยูงที่นี่มีรูปร่างและสีสวยงาม
ที่สำคัญไม่กลัวคนด้วยครับ
ผมเองถ่ายรูปไปหลายช๊อตเลย
เดินออกมาจากกรงนกก็ต้องตกใจ
เมื่อเจอกับเสือโคร่งตัวใหญ่
นอนอยู่นอกกรง
เดินเข้าไปใกล้ๆ
ก็เห็นว่ามันถูกล่ามโซ่ไว้ที่คอ
มันคงไม่รู้จะทำไรเลยนอนหลับดีกว่า
ผมเดินเข้าไปใกล้ๆ
เสือโคร่งตัวนี้อุดมสมบูรณ์ดี
สะอาดสะอ้าน
น่าจะบ่งบอกได้ถึงการดูแลเป็นอย่างดีสักพักนึงมีชาวต่างชาติเดินมา
พนักงานดูแลเสือก็ชวนถ่ายรูปคู่กับเสือ
ดูจากท่าทางแล้วคงยังกลัวๆกล้าๆ
เหมือนกันฝรั่ง : โอ้ โน!!
มันจะกัดไอไหม พนักงาน :
โนๆ ยูไม่ต้องกลัว
ไอมีไม้ป้องกันตัวอยู่ฝรั่ง
: เวรี่สมอล
มากเลยนะยูข้างบนเป็นซับนรกโดยผมเองครับ
หลังจากแอคท่าเสร็จ
พนักงานอีกคนก็ขอกล้องจากชาวต่างชาติไปถ่ายรูปให้
รู้สึกจะมีค่าใช้จ่ายด้วยนะครับ
แต่ผมไม่รู้ว่าเท่าไหร่
รู้แต่ว่าหลังถ่ายรูปเสร็จจบลงด้วยรอยยิ้มความประทับใจขอชมหน่อยนึง
พนักงานที่สวนนงนุช
ยิ้มแย้มแจ่มใสดีครับ
เค้าจะมีพนักงานกระจาย
ประจำกันอยู่ทุกจุด
หลงทางหรือจะไปไหนก็ถามได้ครับเดินหันไปหันมาหน่อยเดียวก็เจอกับบ้านกระต่าย
อันนี้ก็ธรรมดาๆ
ครับแต่ทำโซนได้สวยดี
ติดๆ กันก็เป็นบ้านเต่า
ก็มีเต่าตัวใหญ่ๆให้ได้ชมกัน
ข้างล่างนี้เป็นกรงผีเสื้อ
ผมนึกว่าคงคล้ายๆกับ
สวนผีเสื้อที่อยู่ในสวนรถไฟ
อีกใจนึงคิดว่ามันน่าจะหลากหลายกว่าเพราะเป็นของเอกชน
พอเดินเข้าไปด้านไหน
ต้องบอกว่าผิดหวัง
เพราะแทบจะไม่มีผีเสื้อเลย
เอาง่ายๆว่าตั้งแต่เดินเข้าจนออก
เดินช้าๆ
ยังเจอผีเสื้อไม่ถึง 3
ตัวเลย จะด้วยฤดูกาล
หรืออะไรที่มีผลให้มีผีเสื้อน้อยผมเองก็ไม่ทราบเหมือนกัน
ระหว่างเดินชมเจอตัวนี้
เกาะนิ่งๆอยู่
เลยถ่ายรูปมาให้ดูกันครับถึงที่นี่จะมีผีเสื้อน้อย
แต่ผมก็ยังโอเค
และชอบในโซนอื่นๆมาก
รูปนกด้านบนเป็นนกอะไรก็ไม่ทราบเหมือนกัน
ตัวใหญ่พอสมควร
แต่ยอมรับว่าเป็นนกที่แปลก
มีหนังห้อยยานที่คอ
สีสันสดใส มองไปที่ขน
เงาวับยังกับผมคน
เรียงเส้นเหมือนกันหวีมา
กรงถัดไปเป็นพวกนกน้ำครับ
เดินกันอย่างไม่กลัวคนเลย
ตัวใหญ่ๆหลายตัวเลยสำหรับอาหารที่ทางสวนนงนุชให้นกกินเป็นผักกาดหอม
หั่นเป็นชิ้นๆครับ
ผมคิดว่าน่าจะมีโปรตีนให้เพิ่มด้วยออกมาจากกรงนก
ก็เจอกับตู้ปลาขนาดใหญ่หลายตู้
เรียงรายกัน
ดูกันได้เพลินๆ
ไม่เบื่อเลย
เดินชมมาหลายที่
เริ่มรู้สึกว่าหิวเลยมาทานอาหารที่
ครัววิวัฒน์ ก็เหมือนกับ
food court ทั่วไปในห้างครับ
ต้องซื้อคูปองซะก่อน
ถึงจะไปซื้อข้าวได้
ถ้าใช้คูปองไม่หมดก็ไปแลกคืนได้ครับ
อาหารจานเดียวสนนราคาจานละ
40-50 บาท รสชาติใช้ได้ครับ
ใครที่มาแบบประหยัดจะห่อข้าวมากินก็ไม่เลวครับ
มีที่ให้นั่งทานอยู่หลายมุม
อากาศสบายๆในช่วงต้นฤดูหนาว
เหมาะมากกับการมาเที่ยวชมสวน
เนื่องจากไม่ร้อนมาก
เห็นฝรั่งจิบเบียร์กัน
ดูสบายๆ ดีครับ
ทานอาหารกันเสร็จแล้วเพื่อไ่ม่ให้เป็นการเสียเวลา
เราก็ไปเดินชมสวนกันต่อ
ติดๆกับครัววิวัฒน์
จะเป็นซุ้มช้าง
ช้างในซุ้มนี้เป็นช้างที่รอคนมาขี่
ระหว่างรอก็กินอาหารรองท้องไป
เป็นใบไม้ในสวนนงนุชนี่แหล่ะครับ
ผมสังเกตุแววตาของช้างที่นี่
ท่าทางดูมันมีความสุขดีครับ
ร่างกายอุดมสมบูรณ์
ไม่ผอมแห้ง
โทรมเหมือนช้างเร่ร่อนในกรุงเทพฯสำหรับคนที่อยากเปลี่ยนบรรยากาศจากการเดินชมสวน
เป็นขี่ช้างชมสวน
ราคาอยู่ที่คนละ 400
บาทครับ สำหรับเด็กก็ 200
บาท
ส่วนมากจะเป็นชาวต่างชาติที่มาใช้บริการซะมากกว่าสวนนงนุชเป็นสวนที่มีขนาดใหญ่มาก
ถ้าพาผู้สูงอายุหรือเด็กๆ
มาด้วยผมแนะนำให้นั่งรถนำเที่ยวของสวนนงนุชครับ
ราคาคนละ 50 บาท
มีเจ้าหน้าที่บรรยายตามจุดต่างๆให้ด้วย
สำหรับรถที่ให้บริการก็มีลักษณะตามรูปด้านล่างครับ
อีกทางเลือกหนึ่งของคนรักการปั่นจักยาน
ก็มีจักรยานให้เช่า
ราคาชั่วโมงละ 70 บาท
สำหรับผมแล้วเลือกที่จะเดินด้วยเท้าครับ
น่าจะตรงกับความต้องการมากที่สุด
อยากจะหยุด
อยากจะพักตรงไหน
เมื่อไหร่ก็ได้
ทางเดินในสวนนงนุชก็ไม่ใช่ทางเดินธรรมดาครับ
เป็นทางเดินลอยฟ้า (Sky Walk)
เราจะเห็นวิวสวนจากมุมสูง
เหมือนเดินบนสะพานลอยแหล่ะครับสวนแรกที่เราชมนั้นเป็น
สวนเนินลายปีกผีเสื้อ
(Butterfly Hill)
เป็นสวนไม้ประดับที่มีสีในตัวเอง
เช่น ไทรยอดทอง ฤาษีผสม
เข็ม จัดปลูกบนเนิน
วางรูปแบบให้คล้ายกับลวดลายของปีกผีเสื้อ
มีน้ำพุอยู่ด้านล่างดูสวยงามสดชื่นดีครับ
ตอนที่อยู่สวนนี้แดดอยู่กลางหัวพอดีภาพเลยออกไปทางขาวๆภาพบนถ่ายจากทางเดินลอยฟ้าครับ
สวนที่นี่ดูแลต้นไม้เป็นอย่างดี
ตัดแต่งได้สวยงาม
บางคนก็ว่ามันเป็นระเบียบมากจนเกินไประหว่างทางเจอช้างกับรถนำเที่ยวผ่านมาพอดีเลยแวะถ่ายหน่อยเนื่องจากสวนนงนุชมีจุดชมหลายแห่งมาก
ผมจะขอแบ่งเป็น 2
ตอนนะครับ
ตอนต่อไปจะพาไปชมรถแปลกๆ
supercar นับสิบคัน,
สวนฝรั่งเศส (Frence Garden)
ที่เป็นไฮไลท์ของที่นี่,
สโตนเฮนจ์ (Stonehenge)
ที่จำลองแบบขึ้นมาจากต้นตำรับที่ประเทศอังกฤษ,
สวนบอนไซ, สวนยุโรป,
สวนตุ๊กตากระถาง,
สวนสับปะรดสี และ
สวนกล้วยไม้
อย่าพลาดในตอนต่อไปนะครับทริปวันเดียว
เที่ยวสวนนงนุช ชลบุรี
สวรรค์ของคนรักต้นไม้
ตอนที่ 2 ->>